ภาค   ๑

คณะธรรมยุต

ในระยะแรก

กำเนิดคณะธรรมยุต

           พระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกาย  หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า  คณะธรรมยุต นั้นคีอ  พระสงฆ์ที่แยกออกมาจากคณะสงฆ์เดิมของไทยนั่นเอง  แต่ได้รับอุปสมบทซ้ำในรามัญนิกายด้วย  อันเป็นผลเนื่องมาจากการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ขณะเมื่อยังทรงผนวชอยู่  ทรงศึกษาพระไตรปิฏก  และทรงปรับปรุงแก้ไขวัตรปฏิบัติของพระฆ์ไทยในครั้งนั้นให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยยิ่งขึ้น  โดยทรงเริ่มปรับปรุงแก้ไขวัตรปฏิบัติของพระองค์ขึ้นก่อนเป็นประเดิม ตามความรู้ที่ได้ทรงศึกษามาจากพระไตรปิฏก  ภายหลังจึงมีภิกษุอื่น ๆ เกิดความนิยมนับถือแล้วถวายตัวเป็นศิษย์ปฏิบัติตามแบบอย่างที่พระองค์ได้ทรงริเริ่มปรับปรุงแก้ไขขึ้นนั้นทีละรูปสองรูปและเพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ  จนกลายเป็นพระสงฆ์หมู่หนึ่งที่ได้รับขนานนามว่า  คณะธรรมยุต  หรือธรรมยุติกนิกายในภายหลังต่อมา  การเกิดขึ้นของคณะธรรมยุต  จึงเนื่องด้วยพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและค่อยเป็นมาโดยลำดับ  ฉะนั้น  ในเบื้องต้นจึงควรทราบพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก่อนพอเป็นสังเขป

 

พระราชประวัติ  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

              พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  รัชกาลที่  ๒  แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี  และสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี  ทรงพระราชสมภพเมื่อวันพฤหัสบดี  ขึ้น   ๑๔  ค่ำ  เดือน  ๑๑  ปีชวด  ฉศก  จ.ศ. ๑๑๖๖  ตรงกับวันที่  ๑๘  ตุลาคม  พ.ศ. ๒๓๔๗  ทรงดำรงอยู่ในฐานะรัชทายาทตามโบราณราชประเพณี  เพราะเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่

              เมื่อประชนมายุ  ๙  พรรษา  มีการพระราชพิธีลงสรง  ซึ่งทำเป็นครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์  พระราชทานพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ  เจ้าฟ้ามงกุฏสมมุติเทวาวงศ์  พงศาอิศวรกระบัตริย์  ขัตติยราชกุมาร”

              เมื่อพระชนมายุ  ๑๔  พรรษา  ทรงผนวชเป็นสามเณร  ณ  วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  ในพระบรมมหาราชวัง  โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (มี) วัดมหาธาตุ  เป็นพระอุปัชฌาย์  สมเด็จพระญาณสังวร (สุก) เป็นพระอาจารย์ถวายศีล  ประทับ  ณ  วัดมหาธาตุ  เป็นเวลา  ๗  เดือน  จึงทรงลาผนวช

              ถึง พ.ศ. ๒๓๖๗  พระชนมายุ  ๒๐  พรรษา  ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามตามโบราณราชประเพณี  โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) วัดมหาธาตุ เป็นพระอุปัชฌาย์  เสด็จประทับ ณ วัดมหาธาตุ  ทรงทำอุปัชฌายวัตร  ๓  วันแล้ว  เสด็จไปจำพรรษา  ณ วัดสมอราย  เพื่อทรงศึกษาวิปัสสนาธุระตามธรรมเนียมนิยมของเจ้านายผู้ทรงผนวชเพียงพรรษาเดียวในครั้งนั้น  หลังจากทรงผนวชได้เพียง  ๑๕  วัน  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย   พระบรมชนกนาถ  ทรงพระประชวรเสด็จสวรรคต  จึงได้ทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะดำรงสมณเพศศึกษาวิปัสสนาธุระที่ได้ทรงเริ่มศึกษามาแต่แรกทรงผนาชแล้วให้ถ่องแท้ต่อไป  ได้ทรงศึกษาอยู่ในสำนักอาจารย์  ณ  วัดสมอรายนั้น  และได้เสด็จไปทรงศึกษา  ณ  วัดราชสิทธาราม  อันเป็นสำนักวิปัสสนาที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในยุคนั้น  แต่ไม่ได้ประทับอยู่ประจำคงเสด็จไปมาระหว่างวัดราชสิทธารามกับวัดสมอราย  นอกจากนี้ยังได้เสด็จไปทรงศึกษากับอาจารย์ในสำนักอื่น ๆ ที่ปรากฏว่ามีการเล่าเรียนวิปัสสนาธุระทั่วทุกแห่งในยุคนั้น  แม้กระนั้นก็ยังไม่เต็มตามพระราชประสงค์จึงทรงพระราชดำริที่จะศึกษาพระปริยัติธรรมคือภาษามคธหรือภาษาบาลี  เพื่อจะได้สามารถอ่านพระไตรปิฏกได้ด้วยพระองค์เอง  อันจะเป็นทางให้ทรงศึกษาหาความรู้ในพระปริยัติธรรมให้ยิ่ง  ๆ  ขึ้นไปได้โดยลำพังพระองค์ต่อไป

              ด้วยพระราชปณิธานดังกล่าวแล้ว  หลังออกพรรษา  จึงเสด็จจากวัดสมอราย  กลับมาประทับที่วัดมหาธาตุ  ตั้งต้นศึกษาภาษาบาลี  โดยพระวิเชียรปรีชา (ภู่) เจ้ากรมราชบัณฑิต  ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาบาลีเป็นอย่างยิ่งในสมัยนั้นเป็นพระอาจารย์สอน  ทรงขะมักเขม้นศึกษาอยู่  ๓  ปี  ก็ทรงรอบรู้แตกฉานในภาษาบาลีเป็นอย่างยิ่ง  จนกิตติศัพท์เลื่องลือถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  วันหนึ่ง  จึงมีพระราชดำรัสถามพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าจะแปลพระปริยัติธรรมถวายให้ทรงฟังได้หรือไม่  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถวายพระพรรับว่าจะสนองพระเดชพระคุณตามพระราชประสงค์

              การแปลพระปริยัติธรรม   ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งนี้  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  โปรดให้จัดขึ้นเป็นการพิเศษ  ดังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชาธิบายไว้ว่า

              “พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ดำรัสให้ประชุมสมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะผู้ใหญ่  มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน  ในพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย  เป็นการชุมนุมวิเศษ  มิใช่ไล่หนังสือในสนามพร้อมกับพระสงฆ์สามัญ  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจับประโยคธรรมบทแปลครั้งแรก  ด้วยความคล่องแคล่วสละสลาย  หาที่ทักท้วงมิได้  จึงปรากฏว่าหนังสือธรรมบทซึ่งกำหนดว่าให้ไล่  ๓  ครั้งนั้น  เป็นอันหาต้องการไม่  ด้วยพระปรีชาสามารถความที่ทรงทราบ  ปรากฏว่าเกินกว่าชั้นหนังสือธรรมบทเสียเป็นอันมาก  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงดำรัสสั่งว่าอย่าให้แปลถึง ๓ เที่ยวเลย  ให้ข้ามไปแปลมงคลทีปนีทีเดียวเถิด  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ก็ได้ทรงจับประโยคแปลมงคลทีปนีเป็นประโยคที่  ๒  ด้วยความคล่องแคล่ว  อย่างเดียวกันกับเมื่อครั้งแปลธรรมบท  ในเวลาเมื่อทรงแปลนั้นพระราชวงศานุวงศ์แลข้าราชการพร้อมกันฟังอยู่เป็นจำนวนมาก”

              พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งพระราชหฤทัยแปลถวายเพียง  ๕  ประโยค  พอเป็นที่เฉลิมพระราชศรัทธาแล้วของพระราชทานงดไม่แปลต่อ  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเข้าพระทัยในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอันดี  จึงทรงอนุโลมตาม  และพระราชทานพัดยศสำหรับเปรียญเอก  ๙  ประโยค  ให้ทรงถือเป็นสมณศักดิ์ต่อมา  พร้อมทั้งโปรดให้เสด็จเข้าเป็นแม่กองไล่หนังสือองค์หนึ่งที่เดียว

              พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงศึกษาพระปริยัติธรรมมิใช่เพื่อพระเกียรติยศหรือผลประโยชน์อื่นใด  แต่ทรงศึกษาด้วยทรงมุ่งหวังที่จะทราบพระธรรมวินัยให้แจ้งชัดในข้อปฏิบัติ  อันเป็นมูลรากของพระศาสนาว่าเป็นอย่างไร  ผลแห่งการศึกษาและทรงพิจารณาอย่างละเอียดทั่วถึง  ทำให้ประจักษ์แก่พระราชหฤทัยว่าวัตรปฏิบัติและอาจาริยสมัยที่ได้สั่งสอนสืบกันมาในครั้งกระนั้น  ได้คลาดเคลื่อนและหย่อนยานไปเป็นอันมาก  จึงทรงรู้สึกสลดสังเวชพระราชหฤทัย  ถึงกับทรงเห็นว่ารากเหง้าเค้ามูลแห่งการบรรพชาอุปสมบทจะเสื่อมสูญแล้ว

 

ทรงญัตติซ้ำในรามัญนิกาย

              ในระหว่างที่กำลังทรงพระปริวิตกถึงเรื่องความเสื่อมสูญแห่งวงศ์บรรพชาอุปสมบทอยู่นั้นเอง  ก็ได้ทรงพบพระเถระชาวรามัญรูปหนึ่งชื่อ  ซาย  พุทฺธวํโส  ซึ่งอุปสมบทมาแต่เมืองมอญ  มาอยู่วัดบวรมงคลได้เป็นพระราชาคณะที่  พระสุเมธมุนี  เป็นผู้ชำนาญพระวินัยปิฏกประพฤติวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด  สามารถทูลอธิบายเรื่องวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์รามัญคณะกัลยาณีที่ท่านได้รับอุปสมบทมาให้ทรงทราบอย่างพิสดารทางพิจารณาเห็นว่าสอดคล้องต้องกันกับพระพุทธพจน์ที่ได้ทรงศึกษามาจากพระบาลีไตรปิฏก  ก็ทรงเลื่อมใสและทรงรับเอาวินัยวงศ์นั้นเป็นแบบอย่างสำหรับปฏิบัติสืบมา  ด้วยการทำทัฬหีกรรมคือทรงอุปสมบทซ้ำในคณะสงฆ์รามัญอีกครั้งหนึ่งโดยมี พระสุเมธมุนี (ซาย  พุทฺธวํโส) เป็นพระอุปัชฌาย์  เมื่อ จ.ศ. ๑๑๘๗  ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๖๘  อันเป็นปีที่ทรงผนวชได้  ๒  พรรษา  การทรงทำทัฬหีกรรมครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ ๑

              การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำทัฬหีกรรมอุปสมบทซ้ำในคณะสงฆ์รามัญนั้นนับเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงแก้ไขวัตรปฏิบัติของคณะสงฆ์ไทย  โดยเริ่มต้นที่พระองค์เป็นประเดิมแล้วจึงมีภิกษุอื่นเกิดความนิยมเลื่อมใสและประพฤติตามอย่างขึ้น  ในช่วงที่ประทับอยู่ที่วัดมหาธาตุนั้น  มีภิกษุมาถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อเล่าเรียนพระปริยัติธรรมและประพฤติปฏิบัติตามแนวพระดำริเพียง  ๕-๖  รูปเท่านั้น  ในบรรดาผู้ที่มาถวายตัวเป็นศิษย์ในชั้นแรกนี้ก็คือ  สมเด็จพระวันรัต  (ทับ  พุทฺธสิริ)  เมื่ออุปสมบทได้  ๒  พรรษา  สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์  แต่เมื่อแรกทรงอุปสมบท  ในระยะนี้การเปลี่ยนแปลงแก้ไขในทางวัตรปฏิบัติคงทำได้ไม่มากนัก  เพราะยังทรงอยู่ในระหว่างศึกษาพระปริยัติธรรมและเริ่มมีผู้มาศึกษาปฏิบัติอยู่ด้วยเพียงห้าหกรูป  แต่คงค่อยเปลี่ยนแปลงแก้ไขมาโดยลำดับ  ส่วนการแนะนำสั่งสอนในพระธรรมวินัยแก่ผู้ที่นิยมเลื่อมใสนั้น  คงทรงกระทำในขอบเขตที่ทรงกระทำได้  ดังที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์  ทรงบันทึกไว้ในพระราชประวัติว่า

              “พระองค์ทรงอนุเคราะห์สั่งสอนกุลบุตรผู้มีศรัทธาให้เล่าเรียนศึกษา  ทั้งกลางวันกลางคืน  มิได้ย่อหย่อนพระทัย  ทรงสั่งสอนในข้อวินัยวัตรและสุตตันตปฏิบัติต่าง ๆ  ให้ถูกต้องสมธรรมวินัย เป็นข้ออ้างแห่งธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า  ครั้งนั้นก็เป็นมหามหัศจรรย์ประจักษ์แก่ตาโลก  ด้วยมีกุลบุตรซึ่งมีศรัทธาเลื่อมใสเข้ามาสู่สำนักพระองค์ท่าน  ขอบรรพชาอุปสมบท  ประพฤติตามลัทธิธรรมยุติกนิกาย มีปรากฏขึ้นเป็นครั้งประถมหลายองค์  โดยไม่ได้ข่มขี่ล่อลวงหลอกหลอนหามิได้”

              ที่กล่าว่า “ขอบรรพชาอุปสมบทประพฤติตามลัทธิธรรมยุติกนิกาย”  ดังที่อ้างมาข้างต้นนั้น คงหมายถึงอุปสมบทวิธีแบบรามัญที่ทรงเห็นว่าถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติและทรงแนะนำผู้ที่มาถวายตัวเป็นศิษย์ในระยะที่ประทับ  ณ  วัดมหาธาตุนั้น  ให้รับการอุปสมบทซ้ำในคณะสงฆ์รามัญตามอย่างพระองค์  คงมิได้หมายถึงทรงให้บรรพชาอุปสมบทด้วยพระองค์เอง  ดังปรากฏในประวัติสมเด็จพระวันรัตที่ท่านเขียนเองว่า  เมื่อท่านได้ถวายตัวเป็นศิษย์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ขณะที่เสด็จประทับ  ณ  วัดมหาธาตุนั้น  พระองค์ได้ทรงสั่งสอนชี้แจงโดยข้อปฏิบัติสิกาบทวินัยต่าง ๆ ทรงแนะนำในพิธีอุปสมบทรามัญและอักขรวิธีโดยฐานกรณ์ที่ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ  พร้อมทั้งทรงจัดหาพระรามัญจากวัดชนะสงครามมาเป็นพระอุปัชฌาย์  นิมนต์พระสงฆ์รามัญมาเป็นคณปูรกะ  อุปสมบทให้ใหม่ตามรามัญวิธีในพระอุโบสถวัดมหาธาตุนั้น

              เพราะเหตุใดจึงทรงเลือกรับเอาวงศ์บรรพชาของพระสงฆ์รามัญมาเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราชาธิบายไว้ในพระมหาสมณศาสนภาษาบาลีที่พระราชทานไปยังลังกา  ตอนหนึ่งว่า

              “อนึ่ง  ในเรื่องวงศ์นี้  พวกข้าพเจ้าขอบอกความมุ่งหมายของบัณฑิตฝ่ายธรรมยุตตามเป็นจริงโดยสังเขป  คือหากสีหฬวงศ์เก่ายังตั้งอยู่ในสีหฬทวีป  มาจนถึงปัจจุบันนี้ไซร้  พวกธรรมยุตบางเหล่าจักละวงศ์เดิมของตนบ้าง  บางเหล่าจักให้ทำทัฬหีกรรมบ้างแล้วนำวงศ์ (สีหฬ) นั้นไปเป็นแน่แท้  แต่เพราะไม่ได้วงศ์เก่าเช่นนั้น  ไม่เห็นวงศ์อื่นที่ดีกว่าจึงตั้งอยู่ในรามัญวงศ์  ซึ่งนำไปแต่สีหฬวงศ์เก่าเหมือนกัน  ด้วยสำคัญเห็นวงศ์ (รามัญ) นั้นเท่านั้นเป็นวงศ์ดีกว่าเพื่อนโดยความที่ผู้นำวงศ์ไปนั้นเป็นผู้นำไปจากสีหฬทวีปในกาลก่อนบ้าง โดยความที่วิธีเปล่งเสียงอักขระของภิกษุรามัญเหล่านั้นใกล้เคียงกับสีหฬในบัดนี้บ้าง”

 

ทรงรับสถาปนาเป็นพระราชาคณะ

              เมื่อทรงแปลพระปริยัติธรรมได้เป็นเปรียญแล้ว  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงสถาปนาเป็นพระราชาคณะ  แต่ไปปรากฏหลักฐานว่าทรงสถาปนาเมื่อใด  สมเด็จพระสังฆราช (สา  ปุสฺสเทโว)  วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม  ตรัสเล่าไว้ว่า  วันหนึ่ง เสด็จเข้าไปถวายเทศน์  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ตรัสว่า “ชีต้นบวชมานานแล้ว  ควรเป็นราชาคณะได้” แล้วพระราชทานพัดแฉกพื้นตาดให้ทรงถือเป็นยศต่อมา  ในตำนานวัดบวรนิเวศวิหารกล่าวว่า  “ได้เป็นเปรียญขึ้นแล้ว  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงสถาปนาเป็นพระราชาคณะ  เสด็จกลับขึ้นไปตั้งสำนักอยู่ที่วัดสมอราย”

              ตามที่กล่าวนี้แสดงว่า  ทรงสถาปนาเป็นพระราชาคณะเมื่อประทับอยู่ที่วัดมหาธาตุ  ก่อนที่จะเสด็จไปประทับที่วัดสมอราย

 

ตั้งสำนักวัดสมอราย

              จ.ศ. ๑๑๙๑  ตรงกับ  พ.ศ. ๒๓๗๒  ทรงผนวชได้  ๖  พรรษา  เสด็จจากวัดมหาธาตุกลับไปประทับที่วัดสมอรายอีกครั้ง  เพราะการประทับอยู่ที่วัดมหาธาตุอันเป็นที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราชนั้น  ทำให้ทรงรู้สึกไม่สะดวกพระราชหฤทัยในอันที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขวัตรปฏิบัติทางพระวินัยทั้งในส่วนพระองค์และเพื่อนสหธรรมิกที่มาร่วมศึกษาปฏิบัติตามแนวพระราชดำริซึ่งเริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้น  เพื่อความสะดวกพระราชหฤทัยและเพื่อไม่ให้เกิดครหา  จึงเสด็จไปประทับที่วัดสมอราย  อันเป็นอรัญญิกาวาสนอกกำแพงพระนคร  ปีที่เสด็จจากวัดมหาธาตุไปประทับที่วัดสมอรายนี้เอง  สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์  ทรงถือว่าเป็นปีก่อตั้งคณะธรรมยุต  ดังที่ตรัสเล่าไว้ว่า

              “อันที่จริง  ธรรมยุตค่อยเป็นมาโดยลำดับ  ปีที่ออกหน้าที่ควรจะกำหนดว่าเป็นปีที่ตั้งนั้น จ.ศ. ๑๑๙๑”

              เมื่อเสด็จจากวัดมหาธาตุกลับไปประทับที่วัดสมอรายนั้น  มีพระภิกษุหนุ่ม  ๕-๖ รูป  ที่ได้ถวายตัวเป็นศิษย์ศึกษาอยู่ในสำนักและเลื่อมใสปฏิบัติตามพระราชดำริ  โดยบางรูปตามเสด็จไปอยู่วัดสมอรายด้วย  บางรูปก็อยู่ที่วัดอื่นเป็นแต่ไปร่วมประชุมที่วัดสมอรายก็มี  สำนักที่วัดมหาธาตุ  ก็ยังคงอยู่  โดยโปรดให้พระศิษย์หลวงและข้าหลวงในกรมเฝ้ารักษา  สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์  ก็ยังคงประทับอยู่ที่วัดมหาธาตุ  มิได้ตามเสด็จไปวัดสมอรายด้วย

              เมื่อเสด็จมาประทับที่วัดสมอรายแล้ว  การเปลี่ยนแปลงแก้ไขวัตรปฏิบัติทางพระวินัยตลอดถึงการสั่งสอนบริษัทผู้เคารพเลื่อมใสแนวพระราชดำริก็คงเป็นไปได้สะดวกขึ้น  แต่ก็คงจะทรงทำอะไรได้ไม่มากนัก  เพราะยังทรงอยู่ในฐานะผู้อาศัย  มิได้ทรงเป็นเจ้าสำนักหรืออธิบดีสงฆ์แห่งพระอารามนั้น  การเปลี่ยนแปลงที่ทรงริเริ่มขึ้นที่วัดสมอรายครั้งนั้นตามหลักฐานที่ปรากฏก็คือ

              ทรงกวดขันให้ภิกษุสามเณรที่ถวายตัวเป็นศิษย์เล่าเรียนพระปริยัติธรรมให้มีความรู้ความชำนาญทั้งทางพระวินัยและทางพระธรรม  สามารถเป็นพระธรรมกถึกเทศนาสั่งสอนพุทธบริษัทได้  ปรากฏว่ามีภิกษุสามเณรไปถวายตัวเป็นศิษย์เล่าเรียนในสำนักของพระองค์จำนวนเพิ่มขึ้นโดยลำดับ  และสามารถเข้าสอบในสนามหลวงได้เปรียญเอกเป็นจำนวนมาก เช่น สมเด็จพระวันรัต (ทับ  พุทฺธสิริ)  สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ศรี มโนมสิริ)  เปรียญ  ๙  ประโยค  ก็เป็นเปรียญมาแต่วัดสมอราย  สมเด็จพระสังฆราช (สา  ปุสฺสเทโว) ก็ทรงสอบได้เป็นเปรียญ  ๙  ประโยค  แต่ยังเป็นสามเณรในสำนักวัดสมอรายเช่นกันแสดงให้เห็นว่า  ทรงตั้งพระราชหฤทัยส่งเสริมการเล่าเรียนพระปริยัติธรรมอย่างจริงจัง

              ส่วนการสั่งสอนพุทธบริษัทฝ่ายคฤหัสถ์  ทรงตั้งวันอุโบสถธรรมสวนะขึ้น  และทรงแสดงพระธรรมเทศนาสั่งสอนโดยปฏิภาณ  ปรากฏว่ามีพุทธศาสนิกชนเลื่อมใสศรัทธามารักษาศีลฟังธรรมกันมากขึ้น

 

ทรงทำทัฬหีกรรมครั้งที่ ๒

              ต่อมาทรงปรารภถึงเรื่องสีมา  ซึ่งเป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งในสังฆกรรมตามพระพุทธบัญญัติจึงโปรดให้ขุดนิมิตสีมาวัดสมอรายขึ้นทอดพระเนตร  ปรากฏว่านิมิตที่เป็นสีมานั้นเล็กไม่ได้ขนาด  เป็นเหตุให้ทรงสงสัยตลอดไปถึงวิธีสมมติสีมาว่าน่าจะวิบัติไม่ถูกต้องโดยประการต่าง ๆ เมื่อทอดพระเนตรเห็นสีมาวิบัติแห่งหนึ่งแล้ว  ทำให้ทรงสงสัยตลอดไปถึงสีมาที่อื่น ๆ และทรงสงสัยว่าอุปสมบทกรรมที่ทำในสีมานั้น ๆ น่าจะไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์  จึงได้โปรดให้หาแพมาสมมติเป็นโบสถ์น้ำขึ้นที่เรียกกันว่า โบสถ์แพ หน้าวัดสมอราย  แล้วทรงแสวงหาพระสงฆ์รามัญที่อุปสมบทมาแต่กัลยาณีสีมาที่เชื่อกันว่าพระอรหันต์ผูกไว้  ณ  รามัญประเทศ ได้  ๑๘  รูป  แล้วทรงทำทัฬหีกรรมคืออุปสมบทซ้ำในคณะสงฆ์รามัญอีกครั้งหนึ่ง ณ โบสถ์แพหน้าวัดสมอรายนั้น นับเป็นครั้งที่ ๒ ด้วยญัตติจตุตกรรมวาจาทั้งทำนองมคธและทำนองรามัญกล่าวกันว่าเพื่อความมั่นพระราชหฤทัย  ได้โปรดให้พระสงฆ์รามัญใน  ๑๘  รูปนั้น  ผลัดเปลี่ยนกันเป็นอุปัชฌาย์ทำทัฬหีกรรมถวายถึง  ๖  ผลัด  ที่โบสถ์แพหน้าวัดสมอรายนั้น  ครั้งนี้  ได้มีพระที่เป็นศิษย์ของพระองค์ร่วมทำทัฬหีกรรมด้วยอีกหลายรูป  มีสมเด็จพระวันรัต (ทับ) เป็นต้น

              เมื่อทรงตั้งสำนักอยู่ที่วัดสมอรายนั้น  มีภิกษุสามเณรที่มาถวายตัวเป็นศิษย์มากขึ้น  ในพรรษามีถึง  ๓๐  รูป  ภิกษุสามเณรที่นิยมเลื่อมใสและประพฤติปฏิบัติตามแนวพระราชดำรินั้นคงไม่ได้มารวมอยู่ที่วัดสมอรายทั้งหมด  ยังคงอยู่ที่วัดมหาธาตุบ้าง  วัดอื่นบ้าง  เพียงแต่มาประชุมศึกษาเล่าเรียนและทำกิจต่าง ๆ ร่วมกันที่วัดสมอราย  ส่วนกิจวัตรอันเป็นส่วนรวมนั้นยังคงทำร่วมกันกับคณะสงฆ์ของวัดนั้น  ดังที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอธิบายไว้ว่า

              “มีสหธรรมิกจนถึงตั้งเป็นสำนักหนึ่ง  แต่ยังคงอยู่ในวัดมหานิกายนั้นเอง  คือที่วัดสมอรายแห่งหนึ่งที่วัดมหาธาตุแห่งหนึ่ง  อุโบสถสังฆกรรมก็ยังคงทำร่วมกัน  ห่มผ้าก็ยังเป็นแบบพระมหานิกาย”

              ตามที่กล่าวมาแล้วแต่เบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า  การเปลี่ยนแปลงแก้ไขทางพระธรรมวินัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริริเริ่มขึ้นนั้น  ทรงมุ่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงความประพฤติปฏิบัติส่วนพระองค์ให้ถูกต้องเป็นสำคัญ  เมื่อมีผู้นิยมเลื่อมใสใคร่จะปฏิบัติตามก็ทรงแนะนำให้รู้ให้เข้าใจตามที่ทรงพิจารณาเห็นว่าถูกว่าควรอย่างไรไปตามจริง  โดยมิได้ทรงมุ่งที่จะแสวงหาบริษัทบริวารดังพระราชดำรัสที่ถวายปฏิญาณแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อใกล้จะเสด็จสวรรคตว่า

              “เมื่อเป็นภิกษุหนุ่มแรกบวช  กำลังตั้งหน้าหาวิชาความรู้วินัยสิกขา  เมื่อครั้งโน้นเป็นแต่มีศิษย์เป็นพระสงฆ์อนุจรอยู่ ๕ องค์ ๖ องค์  ไม่ทราบว่าจะมีศิษย์หามากมายไป”

              และความเปลี่ยนแปลงแก้ไขที่ทรงริเริ่มขึ้นนั้น  ก็มิได้ทรงตื่นไปตามคำของผู้อื่นเสียทั้งหมด  แต่ทรงพิจารณาเลือกรับเอาเฉพาะเรื่องที่ทรงเห็นว่าถูกต้องมาปฏิบัติ  ดังจะเห็นได้ว่า  การเปลี่ยนแปลงแก้ไขอันดับแรกที่ทรงริเริ่มขึ้นก็คือ  อุปสมบทกรรม  หรืออุปสมบทวิธี ซึ่งทรงถือว่าเป็นรากเหง้าเค้ามูลของพระพุทธศาสนวงศ์  โดยที่ทรงพิจารณาเห็นว่า  อุปสมบทวิธีแบบรามัญน่าจะถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติมากที่สุดในเวลานั้น   จึงได้ทรงรับอุปสมบทกรรมซ้ำในคณะสงฆ์รามัญอีกครั้งหนึ่ง  การออกเสียงภาษามคธซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในสังฆกรรมตามพุทธบัญญัติ  ในขณะนั้นทรงพิจารณาเห็นว่า  การออกเสียงภาษามคธสำเนียงรามัญซึ่งเมื่อเทียบกับการออกเสียงแบบไทยแล้ว  ทรงเห็นว่าน่าจะถูกต้องตามฐานกรณ์มากกว่า  จึงทรงรับหลักการสวดสำเนียงรามัญมาใช้ในสังฆกรรม เช่นการบรรพชาอุปสมบทเป็นต้น  วินัยปฏิบัติอื่น ๆ ก็ทำนองเดียวกันทรงรับเอาเฉพาะส่วนที่ทรงพิจารณาว่าถูกว่าควรเท่านั้นมาเป็นข้อปฏิบัติมิได้ทรงรับเอาทุกอย่างที่พระสงฆ์รามัญถือปฏิบัติกันอยู่  ด้วยเหตุนี้เอง  วินัยปฏิบัติบางอย่างจึงยังทรงปฏิบัติตามแบบเดิมอยู่เป็นต้นว่า  ยังคงทำอุโบสถกรรมร่วมกับพระสงฆ์ในวัดนั้น  การห่มผ้าก็ยังคงห่มตามแบบเดิมที่เรียกว่าห่มคลุม  อันเป็นแบบที่พระสงฆ์ไทยใช้มาแต่โบราณยังไม่ได้ห่มแบบพระสงฆ์รามัญที่เรียกว่าห่มแหวก  การสวดมนต์ในพิธีทั่วไปก็ยังสวดแบบสังโยคที่พระสงฆ์ไทยสวดกันมาแต่โบราณ  การเปลี่ยนแปลงแก้ไขวัตรปฏิบัติทางพระธรรมวินัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกระทำนั้น  จึงดำเนินไปในลักษณะค่อยศึกษาพิจารณาและค่อยแก้ไขอย่างค่อยเป็นค่อยไป  แต่ทรงศึกษาค้นคว้าอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่หยุดยั้งจนตลอดระยะกาลที่ทรงผนวชอยู่

 

ทรงฟื้นฟูการศึกษาผ่ายวิปัสสนาธุระ

              การคณะสงฆ์ไทยแต่โบราณมา จัดการปกครองออกเป็น ๒ ฝ่าย  คือฝ่ายคามวาสี  มีหน้าที่เอาธุระศึกษาเล่าเรียนพระคัมภีร์  เรียกว่า  ฝ่ายคันถธุระ  มีพระสังฆราชา  หรือพระสังฆราชเป็นประมุขปกครองดูแลและมีพระสังฆนายกรองลงมาเป็นผู้ช่วย  ฝ่ายอรัญวาสี  มีหน้าที่เอาธุระศึกษาอบรมทางสมถุและวิปัสสนา  เรียกว่า  ฝ่ายวิปัสสนาธุระ  มีพระสังฆราชา  หรือพระสังฆราช  เป็นประมุขปกครองดูแล  และมีพระสังฆนายกรองลงมาเป็นผู้ช่วยเช่นเดียวกัน   แต่ละฝ่ายต่างปกครองดูแลคณะของตนโดยไม่ขึ้นแก่กัน

              แบบแผนการคณะสงฆ์ของไทยได้ดำเนินมาในลักษณะนี้จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย  จึงได้มีการเปลี่ยนแปลง  คือมีพระสังฆราชา  หรือพระสังฆราช  ซึ่งต่อมาเรียกว่าสมเด็จพระสังฆราช  แต่พระองค์  เดียวเป็นประมุขของสังฆมณฑล  แต่ให้มีพระสังฆนายกฝ่ายคามวาสี และพระสังฆนายกฝ่ายอรัญวาสี  ซึ่งต่อมาเรียกว่า  ฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย  เป็นผู้ช่วยสมเด็จพระสังฆราช  ปกครองดูแลในฝ่ายนั้น ๆ แบบแผนการคณะสงฆ์ลักษณะนี้ได้ดำเนินสืบมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  จึงได้มีการเปลี่ยนแปลง

              ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ เป็นต้นมา  ได้เปลี่ยนแปลงการคณะสงฆ์จากเดิมที่จัดเป็นฝ่ายคามวาสีและฝ่ายอรัญวาสี  เป็นฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้  โดยให้แต่ละฝ่ายปกครองดูแลทั้งพระสงฆ์สามเณรคามวาสีและอรัญวาสี ดังปรากฏในสร้อยนามสมเด็จพระราชาคณะ  เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายเหนือ และเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายใต้ว่า “มหาอุดรคณฤสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี” และ “มหาทักษิณคณฤสร บวรสังฆาราม คามวาสีอรัญวาสี” ทั้งนี้เพราะพระสงฆ์สามเณรฝ่ายอรัญวาสีมีน้อยลงจนไม่พอที่จะจัดการปกครองเป็นฝ่ายหนึ่งต่างหากเช่นแต่ก่อน  แต่ยังคงให้มีเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอรัญวาสีไว้โดยไม่มีวัดในปกครอง  เพราะมีหน้าที่ต้องตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน

              มาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีการตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ ขึ้นแล้ว ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอรัญวาสีก็เป็นอันยกเลิกไป  เพราะไม่มีวัดฝ่ายอรัญวาสีขึ้นอยู่ในปกครอง

              จากลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ของไทยแต่โบราณมาจะเห็นได้ว่า วิปัสสนาธุระ ถือว่าเป็นหน้าที่ที่พระสงฆ์สามเณรจะต้องศึกษาอบรมกันอย่างจริงจัง  สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงอุปถัมภ์บำรุงอย่างเต็มที่  ถึงกับทรงตั้งพระสังฆราชาและพระสังฆนายกปกครองดูแลกันเองอย่างเป็นเอกเทศ  แต่การศึกษาอบรมฝ่ายวิปัสสนาธุระค่อยจืดจางลงตามลำดับ  พระสงฆ์สามเณรฝ่ายอรัญวาสีก็ลดน้อยลงตามกาล  วัดฝ่ายอรัญวาสีก็ลดน้อยลงจนไม่พอที่จะจัดการปกครองเป็นฝ่ายหนึ่งหรือคณะหนึ่งต่างหากจากฝ่ายคามวาสีกก็เป็นอันยกเลิกไป  พระสงฆ์สามเณรฝ่ายอรัญวาสีที่ยังคงพอมีอยู่จึงรวมอยู่ในปกครองของฝ่ายคามวาสีสืบมาจนปัจจุบัน  เป็นอันว่าธุระหรือหน้าที่ประการหนึ่งของพระสงฆ์สามเณร  คือวิปัสสนาธุระได้ถูกลืมเลือนไปหรือได้รับการเอาใจใส่น้อยลงตามลำดับจนเกือบจะไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

              ในตอนปลายรัชกาลที่ ๒ ได้มีความพยายามที่จะฟื้นฟูการศีกษาฝ่ายวิปัสสนาธุระให้เข้มแข็งขึ้นครั้งหนึ่ง โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงพระกรุณาโปรดให้อาราธนาพระเถราจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระทั้งในกรุงและหัวเมืองเข้ามาตั้งเป็นพระอาจารย์สอนกรรมฐาน แล้วส่งไปประจำอยู่ตามวัดต่าง ๆ ทั้งในกรุงและหัวเมือง  เพื่อสั่งสอนพระกรรมฐานแก่พระสงฆ์สามเณรและอุบาสกอุบาสิกา  แต่พระอาจารย์กรรมฐานที่ทรงพระกรุณาโปรดให้อาราธนาทั้งจากในกรุงและจากปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือครั้งนั้นก็ได้เพียง ๗๖ รูป  ฉะนั้น  การฟื้นฟูการศึกษาฝ่ายวิปัสสนาธุระเมื่อครั้งนั้น  จึงคงเป็นไปไม่ได้ทั่วถึงและเมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๒ แล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการดำเนินการอย่างใดต่อไปอีก

              จากที่กล่าวมา  จะเห็นได้ว่า การศึกษาของภิกษุสามเณรฝ่ายคันถธุระ เจริญก้าวหน้าไปเป็นอันมากเพราะได้รับการส่งเสริมและเอาใจใส่ดูแลด้วยดีตลอดมาอย่างต่อเนื่อง  ส่วนการศึกษาฝ่ายวิปัสสนาธุระกลับซบเซาลงไปตามลำดับ เพราะขาดการส่งเสริมและเอาใจใส่อย่างจริงจัง

              พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  สมัยเมื่อเสด็จประทับ ณ วัดสมอรายนั้น  นอกจากจะทรงกวดขันให้ภิกษุสามเณรที่ถวายตัวเป็นศิษย์ศึกษาเล่าเรียนฝ่ายคันถธุระหรือพระปริยัติธรรมอย่างจริงจังแล้วยังทรงแนะนำในฝ่ายวิปัสสนาธุระ  ทั้งทางสมถะและทางวิปัสสนา  ให้ภิกษุสามเณรที่เป็นศิษย์หลวงทั้งหลายได้ศึกษาและปฏิบัติ  ได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือทางพระพุทธศาสนาแสดงแนวทางการรศึกษาอบรมทั้งทางสมถะและวิปัสสนาไว้หลายเรื่อง  เช่น  วิปัสสนาวิธี วิปัสสนากรรมฐาน  อารักขกรรมฐานสี่ พรหมจริยกถา  เป็นต้น  แม้พระองค์เองก็ทรงนำแนวทางปฏิบัติดังเป็นที่ทราบกันว่า  เมื่อถึงหน้าแล้งจะทรงนำพระศิษย์หลวงออกจาริกไปตามป่าเขาในหัวเมืองต่าง ๆ  ในมณฑลนครชัยศรี  มณฑลราชบุรี  มณฑลอยุธยา  มณฑลนครสวรรค์  ตลอดไปจนถึงมณฑลพิษณุโลก  เพื่อบูชาปูชนียสถานสำคัญและแสวงหาที่วิเวกเจริญสมณะและวิปัสสนากรรมฐาน  เป็นประจำแทบทุกปี  เป็นการวางแบบอย่างให้ภิกษุสามเณรในคณะธรรมยุตถือเป็นแนวทางการศึกษาและปฏิบัติพระศาสนาสืบมา  ด้วยเหตุนี้  จึงปรากฏว่า  พระสงฆ์ธรรมยุตในชั้นต้นมันเป็นผู้เอาธุระทั้งสองอย่างเป็นส่วนใหญ่ กล่าวคือ

              ในฤดูฝน  อยู่จำพรรษาตามอาราม  ศึกษาเล่าเรียนพระคัมภีร์  เป็นการเอาธุระฝ่ายคันถธุระ

              เมื่อถึงฤดูแล้ง มักจาริกไปตามป่าเขาเพื่อแสวงหาที่วิเวกเจริญสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน เป็นการเอาธุระฝ่ายวิปัสสนาธุระ

              พระเถรานุเถระธรรมยุตในยุคแรกจึงมักเป็นที่ปรากฏต่อสายตาสาธุชนว่าเป็นพระกรรมฐาน  แม้พระเถระผู้ใหญ่จำนวนมากก็ปรากฏชื่อเสียงเกียรติคุณในทางวิปัสสนาธุระ เช่น

-          พระอมราภิรักขิต (เกิด  อมโร ป.๙) วัดบรมนิวาส

-          สมเด็จพระวันรัตน์ (ทับ  พุทฺธสิริ ป.๙) วัดโสมนัสวิหาร

-          สมเด็จพระพุฒาจารย์ (ศรี  อโนมสิริ ป.๙) วัดปทุมคงคา

-          สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เขียว  จนฺทสิริ ป.๘) วัดราชาธิวาส

-          พระอุบาลีคุณูปมาจารย์  (จันทร์  สิริจนฺโท ป.๔) วัดบรมนิวาส

-          พระครูสิริปัญญามุนี (อ่อน  เทวนิโภ) เจ้าคณะธรรมยุตจังหวัดปราจีนบุรี

-          พระอาจารย์มั่น  ภูริทตฺโต เป็นต้น

              เพราะเหตุนี้  จึงได้ถือเป็นประเพณีนิยมในคณะธรรมยุตว่า  พระเถรานุเถระที่เป็นผู้ปกครองหมู่คณะควรเป็นผู้เอาใจใส่ในวิปัสสนาธุระ  คือปฏิบัติกรรมฐานด้วย  แม้จะสำนักอยู่ในอารามที่เป็นคามวาสี  ทั้งนี้เพื่อจักได้เป็นแบบอย่างแก่ภิกษุสามเณรในปกครองสืบไป

              พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อยังทรงผนวชอยู่  จึงได้ชื่อว่าทรงเป็นผู้ฟื้นฟูการปฏิบัติกรรมฐานให้เป็นที่นิยมในหมู่ภิกษุสามเณรขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  และยังผลให้เป็นที่นิยมแพร่หลายตลอดไปถึงพุทธศาสนิกชนทั่วไปในเวลาต่อมาด้วย

              นอกจากนี้  การที่เสด็จจาริกไปในหัวเมืองต่าง ๆ ดังกล่าว ยังเป็นเหตุให้รู้จักภูมิสถานของบ้านเมืองในหัวเมืองนั้น ๆ ตลอดถึงรู้จักความเป็นไปในท้องถิ่น  นอกจากนี้ยังเป็นเหตุให้ทรงค้นพบโบราณวัตถุสถานสำคัญของชาติอีกหลายแห่ง เช่น ทรงค้นพบพระปฐมเจดีย์ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง พระแท่นมนังคศิลา  เป็นต้น  ซึ่งได้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของชาติเป็นอย่างมาก  ทั้งเป็นแนวทางให้อนุชนได้ศึกษาค้นคว้าในเวลาต่อมาด้วย

 

เสด็จมาครองวัดบวรนิเวศวิหาร

              พ.ศ. ๒๓๗๙ (ตรงกับปีวอก จ.ศ.๑๑๙๘) วัดบวรนิเวศวิหาร  ซึ่งเป็นวัดที่สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ  ในรัชกาลที่ ๓ ทรงสร้าง  ว่างเจ้าอาวาส พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงอาราธนาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ให้เสด็จมาอยู่ครอง ซึ่งขณะนั้น ทรงพระผนวชได้ ๑๒ พรรษา  และโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเสมอพระราชาคณะเจ้าคณะรอง  เท่ากับพระยศของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส  เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็น กรมหมื่นนุชิตชิโนรส มีฐานานุกรม ๗ รูป และลำดับยศอยู่ต่อจากพระพิมลธรรม  แล้วจึงเชิญเสด็จจากวัดสมอรายมาครองวัดบวรนิเวศวิหาร  เมื่อวันพุธขึ้น ๕ ค่ำ เดือนยี่ ปีวอก อัฐศก จ.ศ.๑๑๙๘ ตรงกับวันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๓๗๙  โดยขบวนเรือตามประเพณีแห่พระราชาคณะไปครองวัด  แต่โปรดให้จัดขบวนเหมือนอย่างแห่เสด็จพระมหาอุปราช ขบวนเรือ มีเรือตั้ง ๕ คู่ เป็นเรือบรรทุกกลองชนะ ๓ คู่ พิณพาทย์ ๒ คู่ เรือกลองแขกนอกใน ๒ ลำ เรือเอกไชยตั้งบุษบกทรงพระพุทธรูป เอกไชยผูกกันยาเป็นเรือพระที่นั่งทรง  เรือกันยาฐานานุกรมอันดับ ๒ ลำ เรือกราบข้าราชการตาม ๔๐ ลำ

              การที่พระบาทสมเด็จพระนั่งกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอาราธนาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ให้เสด็จมาอยู่ครองวัดบวรนิเวศวิหารนั้น เข้าใจว่าเป็นวิธีทรงดำเนินพระราโชบาย  ดังจะประกาศให้รู้ว่าทรงเทียบพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ไว้ในฐานะกรมพระราชวังบวรสถานมงคล  เพื่อปกป้องความเข้าใจผิดในการสืบราชสมบัติ  วัดบวรนิเวศวิหารซึ่งก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จมาอยู่ครองมีชื่อว่า วัดใหม่ คงได้รับพระราชทานชื่อว่าวัดบวรนิเวศวิหารในครั้งนี้  อันเทียบได้กับพระราชวังบวรหรือบวรสถาน  วัดบวรนิเวศวิหารบางครั้งก็เรียกกันว่า  วัดบน อันเทียบกันได้กับวังบนอันหมายถึงพระราชวังบวร

              เมื่อเสด็จมาอยู่ครองวัดบวรนิเวศวิหารนั้น  ทรงพาพระศิษย์หลวงที่สำนักวัดมหาธาตุมาอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหารหมด เลิกสำนักที่วัดมหาธาตุ ส่วนสำนักวัดสมอรายนั้นโปรดให้สมเด็จพระวันรัต (ทับ  พุทฺธสิริ)  ขณะดำรงสมณศักด์ที่ พระอริยมุนี เป็นหัวหน้าอยู่ที่สำนักวัดสมอราย  นับเป็นครั้งแรกที่พระสงฆ์ธรรมยุตมีสำนักเป็นเอกเทศ ฉะนั้น วัดบวรนิเวศวิหารจึงเรียกได้ว่าเป็นวัดธรรมยุตวัดแรก และคงด้วยเหตุนี้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงทรงถือเอาวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาอยู่ครองวัดบวรนิเวศวิหาร  เป็นวันตั้งคณะธรรมยุต ดังความในลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๐ มกราคม ร.ศ.๑๑๕  (ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๓๙) ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตอนหนึ่งว่า

              “พรุ่งนี้ (คือวันที่ ๑๑ มกราคม) เป็นวันที่คณะธรรมยุตและวัดบวรนิเวศ ดั่งมาได้ครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์จะมีการประชุมพระธรรมยุตให้พรแก่คณะและวัด  และแจกรางวัลแก่นักเรียน ขอพระราชทานพระราชหัตถเลขาอำนวยพรแก่คณะและวัด”

              เมื่อมีสำนักเป็นเอกเทศแล้ว  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีความสะดวกพระราชหฤทัยในการที่จะแก้ไขการปฏิบัติของพระสงฆ์ให้บริบูรณ์ พร้อมทั้งได้ทรงตั้งขนบธรรมเนียม ทางวินัยปฏิบัติและกิจวัตรต่าง ๆ ขึ้นได้อย่างเต็มพระราชประสงค์ ดังปรากฏในตำนานวัดบวรนิเวศวิหารว่า

              “ครั้นเสด็จมาอยู่เป็นอธิบดีสงฆ์ในพระอารามนี้ ทรงได้ความสะดวกพระทัยขึ้น จึงได้ทรงทำนุบำรุงความปฏิบัติของพระสงฆ์ให้เจริญขึ้น กล่าวโดยย่อก็คือชักนำให้ตั้งอยู่ในสังวร  ให้รู้จักนิยมในการรักษามารยาทและขนบธรรมเนียม เอื้อเฟื้อในกิจวัตร ไม่เป็นแต่ทำไปโดยความงมงาย รู้จักใช้ความตริตรองให้เห็นอำนาจประโยชน์แห่งการปฏิบัติอย่างนั้นโดยสม่ำเสมอ มีผู้เลื่อมใสและสรรเสริญว่าพระสงฆ์วัดบนของพระองค์ปฏิบัติเคร่งครัดดี มีคนเข้ามาบวชมากขึ้นโดยลำดับ ในตอนปลายแห่งสมัยของพระองค์ทรงครองวัด พระสงฆ์จำพรรษามีจำนวน ๑๓๐ ขึ้นไปถึง ๑๕๐ รูปก็มี”

Visitors: 4,517