สักการปรารภ

        ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก ทรงไว้ซื่งพระราชอำนาจ ในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และโดยราชนีติธรรมนีติพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ได้ทรงรับพระราชภารธุระในการพิทักษ์รักษาพระบวรพุทธศาสนา อันหมายถึงกิจการคณะสงฆ์ ให้ดำรงคงมั่นไพบูลย์ในสยามรัฐสีมาตลอดมานับแต่โบราณสมัย

        บัดนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จผ่านพิภพสืบสนอง พระองค์สมเด็จพระบรมชนกาธิราช เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑๐ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นพระมุขแห่งราชอาณาจักร เสด็จดำรงพระราชสถานะทุกประการตามรัฐธรรมนูญแล้ว ย่อมทรงดำเนินพระราชจรรยานุวัตรเยี่ยงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชในพระราชกรณียกิจด้านพระพุทธศาสนาสืบไป นับเป็นมิ่งขวัญหลักชัยของสรรพชีวิตทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ในรัฐสีมามณฑล

        โดยที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่ทรงตราขึ้นในรัชกาลปัจจุบัน มีความตามมาตรา ๗ ระบุว่า “พระมหากษัตริย์ ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ” ปรากฏแจ้งชัดว่าสมเด็จพระมหากษัตริย์เจ้าจักได้ทรงรับพระราชภารธุระในการพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่กิจการคณะสงฆ์โดยตรง ตามพระบรมราชวินิจฉัย สอดคล้องสมนัยโบราณขัตติยราชนีติ

 

 

 

 

        ด้วยพระราชศรัทธานุภาพ จึ่งมีพระราชโองการโปรดสถาปนาให้ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อมฺพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรรมการมหาเถรสมาคม แม่กองงานพระธรรมทูต นายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ฯลฯ ดำรงตำแหน่งเป็น ปฐมสกลมหาสังฆปริณายกในรัชการปัจจุบัน เป็น สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฏพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ

สุขุมธรรมวิธานธำรง สกลมหาสงฆปริณายก

ตรีปิฎกธราจารย อัมพรภิธานสังฆวิสุต

ปาพจนุตตมสาสนโสภณ กิตตินิราลคุรุฐานียบัณฑิต

วชิราลงกรณนริศรปสันนาภิสิตประกาศ วิสารทนาถธรรมทูตาภิวุฒ

ทศมินทรสมมุติปฐมสกลคณาธิเบศร ปวิธเนตโยภาสวาสนวงศวิวัฒ

พุทธบริษัทคารวสถาน วิบูลสีลสมาจารวัตรวิปัสสนสุนทร

ชินวรมหามุนีวงศานุศิษฏ บวรธรรมบพิตร

สมเด็จพระสังฆราช

        นับเป็นมหุดิฤกษ์อุดมสมัยมหามงคลแก่อาณานิกรชนชาวไทยทั้งในราชอาณาจักรและไพรัชประเทศ ผู้เป็นพุทธศาสนิกบริษัทและบรรพชิตในสังฆาณัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ที่จะได้มีสกลมหาสังฆปริณายกประธานาธิบดีสงฆ์ เสด็จดำรงพระสถานะตามกฏหมาย และตามโบราณราชประเพณี เสด็จสถิตที่ประมุขแห่งคณะสงฆ์ไทย คณะสงฆ์จีนนิกาย และคณะสงฆ์อนัมนิกายแห่งประเทศไทย ตลอดจนกิจการพระพุทธศาสนาทั้งน้อยและใหญ่อันเป็นไปทุกสถาน

        สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๐ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ตำบลบางป่า อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เป็นบุตรคนที่ ๒ ในจำนวน ๙ คนของนายนับ และนางตาล ประสัตถพงศ์ พระชนกชนนีประกอบอาชีพค้าขาย ทรงพระอักษรชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเทวานุเคราะห์ กองบินน้อยที่ ๔ ตำบลโคกกระเทียม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี จนจบประถมศึกษาปีที่ ๑ และไปศึกษาต่อ ณ โรงเรียนประชาบาลวัดพเนินพูล ตำบลบางป่า อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี จนสำเร็จชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๐

        ทรงบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๐ ณ วัดสัตตนารถปริวัตร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โดยมี พระธรรมเสนานี (เงิน นนฺโท) เป็นพระอุปัชฌายะ ต่อมาได้ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ ณ พัทธสีมาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ขณะทรงสมณศักดิ์ที่พระเทพโมลี ทรงเป็นพระอุปัชฌายะ และ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (จินฺตากรเถร) ขณะมีสมณศักดิ์ที่พระจินดากรมุนี เป็นพระกรรมวาจาจารย์

        ขณะทรงเป็นสามเณร ได้ประทับที่วัดตรีญาติ ตำบลพงสวาย ในสำนักพระอธิการโสตถิ์ สุมิตฺโต ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์ที่ พระศรีธรรมานุศาสน์ เจ้าคณะอำเภอเมือง-บางแพ (ธรรมยุต) เพื่อทรงเล่าเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีสอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘ ครั้น พ.ศ.๒๔๙๐ ได้ทรงย้ายมาประทับจำพรรษา ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ตามที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (จินฺตากรเถร) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระจินดากรมุนี ได้พามาฝากถวายไว้ใต้พระบารมีเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช

        ภายหลังทรงอุปสมบทเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๑ ทรงศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักเรียนวัดราชบพิธ กระทั่งทรงสอบได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๓ ต่อมาทรงเข้าศึกษาที่สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นนักศึกษารุ่นที่ ๕ ทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาศาสนศาสตรบัณฑิต เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๐ และได้เสด็จไปทรงศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยพารารสี (Banaras Hindu University) สาธารณรัฐอินเดีย จนสำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒ ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

        นอกจากพระคุณสมบัติอันบริบูรณ์ด้านคดีธรรมแล้ว เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช ยังทรงพระปรีชาสามารถในสรรพศิลปวิทยาหลากสาขาในโลกคดี โดยเฉพาะด้านอักษรศาสตร์ซึ่งเกื้อหนุนให้ทรงบำเพ็ญพระศาสนกิจได้โดยเรียบร้อย ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่ทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ จึงสามารถทรงเข้าพระทัยและมีรับสั่งภาษาต่างประเทศได้หลายภาษา มีภาษาอังกฤษ ภาษาฮินดี และภาษาจีน เป็นต้น อีกทั้งทรงเข้าพระทัยและสามารถสื่อสารด้วยภาษาท้องถิ่นต่าง ๆ ของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนโดยรอบ ทำให้การเผยแผ่ธรรมให้กว้างขวางไปสู่ชนทุกหมู่เหล่า เป็นไปได้อย่างราบรื่นไม่มีอุปสรรคจำกัด

        ทรงเอาพระทัยใส่รับพระธุระบุกเบิกกิจการพระธรรมทูตมานับแต่ยุคแรกเริ่ม ทรงเป็นหัวหน้าคณะเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่นครซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ เครือรัฐออสเตรเลีย เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๖ ได้เสด็จไปประทับ ณ วัดพุทธรังษีสแตนมอร์ นครซิดนีย์ เพื่อทรงปฏิบัติศาสนกิจด้านการเผยแผ่ อันเป็นช่วงเวลาที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศที่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษา ณ วิทยาลัยการทหารดันทรูน กรุงแคนเบอรา เครือรัฐออสเตรเลีย พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลและทรงสนทนาธรรม ณ วัดพุทธรังษีอยู่เป็นประจำ เป็นปฐมเหตุให้ทรงพระราชศรัทธาเลื่อมใสในเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช มานับแต่ยังทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ พระปริยัติกวี

        สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงพระคุณาลังการยิ่งด้วยอุตสาหวิริยาธิคุณมิได้ท้อถอย ทรงสามารถประกอบพุทธศาสนกิจให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นโดยลำดับ ทรงบริหารและการปกครองคณะสงฆ์ ดูแลอบรมพระภิกษุสามเณรในปกครองให้ปฏิบัติสมณวัตรและบำเพ็ญตนโดยเคร่งครัดตามพระธรรมวินัยอย่างสม่ำเสมอ จนได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสยุคที่ ๖ แห่งวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สืบสมัยจากเจ้าพระคุณสมเด็จพระอุปัชฌายะ ทั้งยังได้ทรงอนุเคราะห์เผื่อแผ่ไปยังพระภิกษุสามเณรทั่งสังฆมณฑลด้วยเมตตาทิคุณ ได้ทรงดำรงตำแหน่ง กรรมการมหาเถรสมาคม มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน กับทั้งทรงเป็น แม่กองงานพระธรรมทูต ตามที่ทรงเป็นผู้วางรากฐานกิจการนี้มาแต่ต้น

        ส่วนด้านการศึกษาสงเคราะห์ ทรงพระอุตสาหะรับเป็นอาจารย์สอนพระธรรมวินัยแก่ภิกษุสามเณร ทรงเป็นกรรมการสนามหลวงแผนกธรรมและแผนกบาลี ประธานกรรมการจัดการสอบนักธรรมและธรรมศึกษาสนามหลวง และอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กระทั่งทรงเป็น นายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ในปัจจุบัน

        ด้านการศาสนูปการ ทรงเป็นประธานกรรมการควบคุมดูแลการปฏิสังขรณ์เสนาสนะวัดราชบพิธ และประทานพระอุปถัมภ์แก่การซ่อมแซม จัดสร้างถาวรวัตถุ และเสนาสนะอื่น ๆ ประทานแก่วัดต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยเฉพาะในเครือรัฐออสเตรเลีย

        ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ได้ทรงเป็นธรรมกถึกแสดงธรรมเทศนาโปรดอุบาสกอุบาสิกาผู้มารักษาศีลปฏิบัติธรรมเป็นประจำทุกวันธรรมสวนะ อีกทั้งได้ทรงวางรากฐานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างมีรูปแบบ ทำให้พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทมั่นคง มีวัดและพระสงฆ์ไทยอยู่ประจำอยู่ในไพรัชประเทศโดยทั่ว

        ยิ่งไปกว่านั้น ยังทรงอุปการะกิจการสาธารณสงเคราะห์เพื่อพหูชนทั้งอันโตชนและพาหิรชนไว้เป็นอันมาก เช่น มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โรงเรียนวัดราชบพิธ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศน์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มูลนิธิสมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) และมูลนิธิพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เป็นต้น

        พระกรณียกิจที่ได้ทรงบำเพ็ญตลอดมาแล้วนั้น อำนวยศุภผลสู่พระบวรพุทธศาสนา และประชาชาติไทย นับได้ว่าทรงบริบูรณ์ด้วยพรหมวิหารธรรม และสังคหวัตถุธรรมอย่างบริบูรณ์ทุกประการ ทรงอุทิศพระองค์เพื่อการพระพุทธศาสนาและสังคมอย่างแท้จริง

        เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์นี้ เป็นที่ทรงพระราชศรัทธายิ่งของสมเด็จพระมหากษัตริย์เจ้าและพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนเป็นที่เคารพบูชาอย่างสนิทใจของมหาชนทุกหมู่เหล่า ด้วยทรงมีมหาเถรกรณธรรม มั่นคงในพรหมจรรย์สมบูรณ์บริสุทธิ์ด้วยพระกิตติประวัติอันปราศจากมลทินโทษ ทรงถึงพร้อมด้วยพระสุขุมธรรมคัมภีรญาณในฝ่ายคันถธุระ ในขณะเดียวกันก็ทรงใฝ่พระทัยในวิปัสสนาธุระเป็นอย่างเอก โปรดเสด็จไปทรงปฏิบัติวิเวกสมณธรรม ณ อารามฝ่ายอรัญวาสีเป็นเนืองนิตย์ ทรงพระจริตจริยาการเรียบร้อยประณีตทุกพระอิริยาบถสมสมณสารูปไม่มีบกพร่อง ทรงผูกประสานน้ำใจสนิทสนมกลมเกลียวเกื้อกูลกิจการพระศาสนาโดยไม่เลือกคณะนิกายฝ่ายหมู่ทรงวางพระองค์อยู่ด้วยพระเมตตาธรรมและพระอุเบกขาธรรมสม่ำเสมอ มิทรงไว้พระยศถือพระองค์ ทรงพระวิริยะในเนกขัมมปฏิปทา มีพระปฏิปทาน่าเลื่อมใส ทรงเปี่ยมด้วยน้ำพระทัยอารี ละมุนละม่อม พรั่งพร้อมด้วยพระกรุณยธรรมเยือกเย็นเป็นที่สัมผัสซึ้งได้ในหมู่พุทธบริษัทผู้เคยได้เฝ้า ทรงเอาพระทัยใส่สืบสานพระปณิธานของพระมหาเถระในอดีตเพื่อทำนุบำรุงพระอารามและธำรงพระบวรพุทธศาสนา มีเจ้าพระคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ผู้ทรงเป็นพระบูรพาจารย์ และเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช ผู้ทรงเป็นพระอุปัชฌายะ เป็นสำคัญ พระธรรมานุธรรมปฏิบัติงามเด่นชัดฉะนั้นสมควรแล้วที่จักได้ทรงพระสมณฐานันดรรุ่งเรืองไพโรจน์สูงสุดในพุทธจักรแห่งราชอาณาจักรไทย

        เนื่องในโอกาศที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดให้ตั้งการ พระราชพิธีสถาปณาสมเด็จพระสังฆราช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันอาทิตย์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ คณะวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามร่วมกับคณะศิษยานุศิษย์ ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ทุกภาคส่วน ต่างประมวลดวงจิตโสมนัสสมานฉันท์ พรั่งพร้อมประนอมกันเข้าถวายสักการะด้วยกาย วาจา และใจ บูชาพระคุณูปการแห่งเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่พระองค์นี้ ด้วยความเต็มตื้นปิติพ้นที่จะประมาณ

        พร้อมกันนั้น ได้เลือกสรรอัญเชิญบทพระนิพนธ์ของเจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถร) สองเรื่อง ได้แก่ ทิศ ๖ และ สังคหวัตถุ ๔ ซึ่งทรงพระนิพนธ์ตั้งแต่ยังทรงเป็นพระมหาวาสน์และพระจุลคณิศร ตามลำดับ ทรงได้รับพระราชทานรางวัลที่ ๑ จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ในการประกวดแต่งหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็นในพระราชพิธีวิสาขบูชา ประจำ พ.ศ.๒๔๗๔ และ พ.ศ.๒๔๘๓ มาประมวลพิมพ์ไว้เป็นเล่มสมุด สำหรับทูนถวายเพื่อประทานเผยแผ่เป็นธรรมทานตามพระอัธยาศัย ด้วยเห็นประจักษ์แจ้งใจว่าเจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชทั้งพระองค์ผู้ทรงเป็นอุปัชฌายะและพระองค์ผู้ทรงเป็นสัทธิวิหาริก แห่งสำนักวัดราชบพิธทั้งสองพระองค์นี้ ทรงบริบูรณ์ด้วยพระคุณธรรมสัมมาปฏิบัติด้วย “ทิศ๖” และ “สังคหวัตถุ ๔” ไม่มีบกพร่องแม้สักหนึ่งประการเดียว

        ขอท่านทั้งหลายจงตั้งกัลยาณจิตอัญเชิญพระพุทธาทิรัตนตรัยอันเป็นสรณาดิศัยบุญเขต กอปรกับกุศลเหตุทุกประการถวายเป็นพรอภิบาลให้เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงพระเจริญสวัสดีด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงสัมฤทธิ์ในสรรพกิจ และทรงสฤษฏ์ในพระประสงค์ ทรงพระทฤฆชนมสุขมั่นคงเป็นมิ่งขวัญหลักชัยในพุทธจักร ทรงพรั่งพร้อมด้วยพระบารมีไพศาลเป็นคารวสถานที่พี่งพำนักของพุทธบริษัททุกหมู่เหล่า เสด็จสถิตเป็นที่ทรงเฉลิมพระราชศรัทธาของสมเด็จพระบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ อยู่ฉะนี้ตราบกาลนานเทอญ.

ทีฆายุโก โหตุ วีสติมสงฺฆราชา

 

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

เกล้ากระหม่อม คณะวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

และปวงศิษยานุศิษย์

 

 

Visitors: 4,517